Healthy Home Tips 2
ปรัชญาตะวันออก
ในขณะที่ชาวตะวันออกวิ่งตามแนวโน้มการออกแบบของชาวตะวันตกอย่างไม่ลดละ วันนี้มัณฑนากรชาวตะวันตกกลับวิ่งสวนทาง ด้วยการมุ่งศึกษาปรัชญาการออกแบบของชาวตะวันออกอย่างจริงจัง อาจเพราะปรัชญาการออกแบบของชาวตะวันออกอย่างจริงจัง อาจเพราะปรัชญาเหล่านี้ล้วนสอนให้ทำความเข้าใจและทำชีวิตให้กลมกลืนกับธรรมชาติอันเป็นแก่นแท้ที่มนุษย์ทั่วไปแสวงหา นักแต่งบ้านสุขภาพดีจึงควรทำความรู้จักกับศาสตร์อันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้บ้าง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม
Feng Shui หรือคนไทยรู้จักดีในชื่อของศาสตร์ “ฮวงจุ้ย” เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาอันหลักแหลมของชาวจีนมาแต่โบราณกาล ชาวจีนเชื่อว่าธรรมชาติก่อกำเนิดสรรพสิ่ง ทำให้มีอยู่และ ทำให้แตกดับ มนุษย์จึงควรปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ คำว่า “ฮวง” และ “จุ้ย” แปลว่า “ลม” กับ “น้ำ” อันเป็นธาตุ 2 อย่างที่สำคัญยิ่งต่อการอยู่อาศัย หากความสัมพันธ์ของลมและน้ำมีความสมดุล จะส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของพลัง (ชี่) ที่ร้าย การนำปรัชญาฮวงจุ้ยมาใช้ ควรวิเคราะห์ดัดแปลงหรือประยุกต์ให้สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมของโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไปด้วย จะทำให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่และสอดคล้องกับชีวิตจริง
Vastu shastra หรือ “วสตุศาสตร์”เป็นส่วนหนึ่งในตำราสถาปัตยเวท อันเป็นตำราหนึ่งในคัมภัร์พระเวทแห่งศาสนาฮินดู เน้นการค้นหาสมดุลของพลังทั้งห้า ได้แก่ พื้นที่ อากาศ ไฟ น้ำ และดิน เพื่อกำหนดตำแหน่งอันเหมาะสมสำหรับบ้านและองค์ประกอบภายในบ้าน และยังออกแบบสถาปัตยกรรมโดยคำนึงถึงเส้นทางเดินของพระอาทิตย์ ดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์
Zen หรือที่คนไทยรู้จักในนามของ “เซน” ถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ความงามจากความเรียบง่าย สงบนิ่ง ปราศจากการรบกวน เปิดโอกาสให้ได้พินิจธรรมชาติ ให้จิตวิญญาณได้เปิดกว้างเต็มที่
เรื่องควรรู้ก่อนสร้างบ้านสุขภาพดี
คนไทยเรามีคำอวยพรยอดนิยมอยู่คำหนึ่งที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน นั่นคือคำว่าขอให้ “อยู่เย็นเป็นสุข” เพราะบ้านไทยอยู่ในภูมิอากาศร้อนชื้น ต้องเผชิญกับแสงแดดรุนแรงตลอดปี ถ้าบ้าน “อยู่ไม่เย็น” ก็ย่อมยากที่จะ “เป็นสุข” ดังนั้นการวางแผนสร้างบ้านในเมืองไทย จึงต้องคำนึงถึงการรับมือกับแสงแดดและตั้งอยู่ในทิศทางที่เชื้อเชิญลมเย็น เพื่อให้บ้านอยู่สบายและได้รับประโยชน์จากธรรมชาติอย่างเต็มที่และนี่คือหลากหลายวิธีที่จะช่วยให้บ้าน “อยู่เย็นเป็นสุข”
• หันบ้านให้ถูกทิศ
ประเทศไทยเราตั้งอยู่ทางซีกโลกเหนือ ดังนั้นเส้นทางเดินของดวงอาทิตย์จึงมีแนวโคจรจากทิศตะวันออกอ้อมทางทิศใต้ถึง 9 เดือน ตั้งแต่สิงหาคมถึงเมษายน โดยเดือนธันวาคมจะเป็นเดือนที่ดวงอาทิตย์อ้อมใต้มากที่สุดและมีมุมแดดต่ำที่สุด ช่วงเดือนที่เหลือคือพฤษภาคม – กรกฏาคม ดวงอาทิตย์จะอ้อมไปทางทิศเหนือโดยมีมุมแดดค่อนข้างสูงซึ่งการกันแดดทำได้ง่ายกว่าทิศใต้ เมื่อแสงแดดที่มีความร้อนสูงสุดคือแสงแดดในช่วงบ่าย มีทิศทางมาจากทิศใต้และทิศตะวันตกเกือบตลอดปี หลักประจำใจง่ายๆ ในการวางตำแหน่งบ้านจึงควรเป็น “เปิดรับแสงเหนือ” และ “กันแดดด้านตะวันตกและใต้”
ส่วนลมประจำของประเทศเรามาจากสองทิศทางคือ ลม มรสุมฤดูร้อน พัดจากทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ช่วงเดือนมีนาคม – ตุลาคมเป็นเวลาประมาณ 8 เดือน และลมมรสุมฤดูหนาว พัดจากทางทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ เป็นเวลาประมาณ 4 เดือน การวางตัวบ้านให้ได้รับลม จึงต้องพยายามเปิดช่องรับลมทางทิศเหนือและทิศใต้
แต่เนื่องจากในเมืองใหญ่มีสิ่งก่อสร้างสูงๆ กีดขวางทางลมอยู่มากมาย จึงเป็นไปได้ที่ลมจะเปลี่ยนทิศ กรณีนี้ควรพิจารณาเลือกเปิดช่องรับลมในด้านที่เหมาะสมกับพื้นที่แทน เช่น เลือกดานที่แสงแดดส่องเข้าน้อยที่สุด และวางด้านยาวของบ้างตั้งฉากกับทิศทางลมผ่าน เพื่อให้ลมเข้าตัวบ้านได้สะดวก ช่วยลดความร้อน และช่วยระบายอากาศภายในตัวบ้านด้วย
• เป็นมิตรกับสายลม
อยากให้ลมพัดเข้าบ้าน ต้องเข้าใจหลักการง่ายที่สุดของลมได้ว่า ลมจะเข้าก็ต่อเมื่อมีทางออก
บ้านรับลมที่ดีที่สุด คือบ้านที่ในแต่ละห้องมีหน้าต่างอยู่ตรงข้ามกัน และมีขนาดใหญ่พอๆ กัน จะทำให้อากาศในห้องถ่ายเทสะดวก ห้องที่มีหน้าต่างานเดียวจะอับลม รวมทั้งห้องที่มีผนังกั้น ตู้หนังสือ ฯลฯ ล้วนทำให้การเปลี่ยนแปลงทิศทางและลดจำนวนแรงลมด้วย ดังนั้น อย่าติดตั้งผนังเบาหรือวางเฟอร์นิเจอร์สูงๆ กีดขวางทางลม จะทำให้พื้นที่ส่วนที่ไม่ได้รับลมทั้งร้อนและอับ ถ้าจำเป็นต้องมีผนังกั้นห้องควรต้องจัดให้มีบายเปิด เช่น ประตูหรือบานเกล็ดไว้ด้วย
การปลูกต้นไม้บริเวณใกล้อาคาร จะมีผลค่อการไหลเข้าของกระแสลม เพราะลมที่พัดผ่านต้นไม้ก่อนเข้าไปในอาคารจะมีอุณหภูมิเย็นลง และถ้าปลูกต้นไม้เหนือลม (โดยไม่ให้บังกระแสลมที่จะพัดเข้าสู่อาคาร) จะสามารถช่วยเพิ่มความเร็วลมได้ ส่วนการปลูกต้นไม้ในด้านที่ลมออก จะมีผลต่อกระแสลมเพียงส่วนน้อยหรือไม่มีเลย
• ชื่นชมกับแสงสว่าง
การออกแบบให้แต่ละห้องในบ้าน มีช่องแสงหรือหน้าต่างให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้ จะช่วยประหยัดเงินค่าไฟโดยรวมได้มาก แต่การเปิดรับแสงแดดตรงๆ มากเกินไปก็อาจทำให้บ้านร้อน ทางที่ดีควรเปิดช่องรับแสงจากทางทิศเหนือ เพราะดวงอาทิตย์จะเคลื่อนอ้อมเหนือเพียง 3 เดือนต่อปีเท่านั้น
ทางเดิน โถงบันไดและโถงลิฟต์ ที่ต้องใช้งานตลอดวันควรออกแบบให้มีแสงธรรมชาติส่องถึง ที่ต้องใช้งานตลอดวันควรออกแบบให้มีแสงธรรมชาติส่องถึง เพื่อให้พึ่งพาแสงไฟฟ้าน้อยที่สุด อย่าลืมหมั่นทำความสะอาดหน้าต่างและช่องแสงบนหลังคา เพื่อให้แสงสว่างเข้าได้เต็มที่ พื้นที่ที่ต้องการแสงสว่างมากที่สุดหรือต้องใช้สายตามาก เช่นโต๊ะทำงานควรจัดไว้ใกล้กับหน้าต่าง โดยอาจจัดโต๊ะให้ขนานไปกับหน้าต่าง เพื่อให้รับแสงสว่างเต็มที่
ถ้าต้องใช้แสงสว่างร่วมกับแสงไฟ ควรควบคุมแสงไฟด้วยระบบปรับหรี่แสงเพื่อให้ปรับปริมาณแสงตามต้องการได้ยึดหลักจัดวางพื้นที่ใช้งานให้ได้รับแสงธรรมชาติก่อน แล้วค่อยเสริมแสงสว่างเฉพาะที่ด้วยแสงไฟบางจุด
● ตำแหน่งใช้งานสำคัญ
นอกจากวางทิศทางบ้านอย่างสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศแล้ว ควรพิจารณาจัดวางส่วนต่างๆ ของบ้านให้สอดคล้องกับการใช้งานประจำวันด้วย เช่น ถ้าเราพบว่าบริเวณหลังบ้านร่มเย็นที่สุดในช่วงบ่าย เราอาจจัดให้พื้นที่กิจกรรมยามบ่าย เช่น ห้องครัว ห้องกินอาหาร อยู่ด้านหลังบ้าน เป็นการ “เคลื่อนตัวเราเข้าหาธรรมชาติ” เพื่อให้เกิดความสบายที่สุดในการใช้งาน
● บ้านไม่รู้ร้อน
แม้ว่าจะจัดวางบ้านอย่างถูกทิศ เป็นมิตรกับลม ชื่นชมกับแสงสว่างแล้ว แต่บ้านเมืองร้อนของเราก็อาจยังเผชิญกับแดดจ้าและผจญกับความร้อนอบอ้าวรุนแรงอยู่ดี การติดตั้งเครื่องปรับอากาศจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เพื่อลดภาระไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักเกินไป เราอาจต้องใช้วิธีเหล่านี้เข้ามาช่วยทำบ้านให้เย็นลง
● กางร่มธรรมชาติให้บ้าน
เนื่องจากเส้นทางโคจรของดวงอาทิตย์อ้อมทางทิศใต้เกือบตลอดปี การปลูกต้นไม้บังแดดทางทิศใต้และทิศตะวันตกจึงให้ผลดีที่สุดในการป้องกันความร้อนเข้าสู่บ้าน ต้นไม้เปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศธรรมชาติ สามารถช่วยลดความร้อนให้บ้านตั้งแต่เช้าจรดเย็นด้วยกระบวนการสังเคราะห์แสง โดยต้นไม้จะดูดน้ำใต้ดินขึ้นมาแล้วทำให้ระเหยเป็นไอ ทำให้อากาศรอบตัวมันเย็นลง
ประสิทธิภาพการทำความเย็นให้กับสิ่งแวดล้อมของต้นไม้นั้นน่าทึ่ง หากต้นไม้มีขนาดใหญ่พอควร มันจะสามารถเปลี่ยนน้ำ 1 ลิตรให้กลายเป็นไอด้วยการใช้พลังงานความร้อน 2,200 BTU ถ้าทำได้ 65 ลิตร ใน 1 วัน จะลดความร้อนได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศ 1 ตันเลยทีเดียว
ดังนั้น ควรเลือกปลูกต้นไม้ที่สามารถให้ร่มเงาแก่บ้านได้โดยเลือกต้นที่มีทรงพุ่มแผ่กว้างและไม่พลัดใบ พุ่มใบของต้นไม้จะเป็นตัวแปลงสภาพแวดล้อมให้เย็นจากการใช้รากดูดน้ำและคายน้ำออกมาทางใบ ผลที่ได้ก็คือความแตกต่าง ระหว่างอุณหภูมิที่เหนือและใต้พุ่มใบ โดยอากาศด้านใต้พุ่มใบจะมีอุณหภูมิเย็นกว่าเหนือพุ่มใบมาก ทำให้ผู้อยู่ใกล้ต้นไม้รู้สึกเย็นสบาย
● ทำพื้นดินให้เย็น
การจะทำให้สภาพแวดล้อมเย็นได้ ต้องเริ่มต้นจากการทำให้อุณหภูมิที่ผิวดินเย็นลงเสียก่อน เมื่ออุณหภูมิที่ผิวดินเย็นลมที่พัดผ่านมาก็จะเย็น และสภาพแวดล้อมโดยรอบก็จะเย็นลงด้วย ทำให้เรารู้สึกเย็นสบาย
การปลูกหญ้าหรือพืชคลุมดินรอบบ้านเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้อุณหภูมิบนผิวดินเย็นลง เพราะมันจะดูดซับน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้และระเหยออกมาทางใบ ทำให้อุณหภูมิที่ผิวดินเย็นลงและส่งผ่านความเย็นต่อเนื่องไปยังพื้นที่ใต้อาคารได้ การปลูกพืชคลุมดินจึงเหมือนเป็นการปู “ฉนวนธรรมชาติ” ให้พื้นดินที่ร้อนระอุได้เป็นอย่างดีที่สุด
การปลูกหญ้าหรือพืชคลุมดินยังช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่นต่อสายตา ป้องกันการสะท้อนของแสงที่อาจทำให้เกิดความจ้า (Glare) และป้องกันฝุ่นที่เกิดจากดินแห้งได้อีกด้วย
วัสดุปูผิวดินก็สำคัญ เช่น พื้นนอกอาคารที่เป็นคอนกรีตรับแสงแดดตลอดเวลาจะอมความร้อนอย่างมาก ทำให้ลมที่พัดเข้าบ้านร้อนระอุ จึงควรเลือกใช้วัสดุปูพื้นที่ไม่อมความร้อนและยังช่วยกระจายความร้อน หรือเป็นวัสดุที่สามารถนำน้ำจากใต้ดินมาระเหยเป็นน้ำได้ดี เช่น บล็อคสยาม (ที่หญ้าสามารถขึ้นได้) หลีกเลี่ยงวัสดุที่มีสีเข้าและมีค่าการดูดความร้อนสูง เช่น ยางมะตอย
● ใช้ประโยชน์จากความลาดเอียงของพื้นดิน
หากต้องการให้พื้นดินเย็นโดยไม่มีต้นไม้หรือร่มเงาปกคลุมอาจใช้วิธีปรับความลาดเอียงของพื้นดิน ให้รับแสงแดดน้อยลงในเวลากลางวันก็ได้ ภูมิอากาศแบบบ้านเรา การทำให้พื้นดินเอียงไปทางด้านทิศเหนือ จะทำให้รับแสงแดดเฉลี่ยตลอดปีน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นดินในระนาบปกติและพื้นดินที่เอียงไปทางด้านทิศใต้
ความลาดเอียงของพื้นดินยังอาจนำมาช่วยปรับแต่งเส้นแนวการไหลเวียนของอากาศให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ โดยช่วยในการควบคุมกระแสลมให้ปรับเปลี่ยนแนวหรือเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยให้สภาพแวดล้อมเย็นลงหรือช่วยเพิ่มความเร็วลมได้
● ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ
แหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีความลึกตั้งแต่ 1.50 เมตรขึ้นไป และมีความยาวประมาณ 60 เมตร อาจจะเป็นบ่อน้ำ สระน้ำ หรือสระว่ายน้ำ สามารถช่วยสร้างความเย็นให้บ้านได้ เพราะลมจะพัดผ่านผิวน้ำซึ่งมีความเย็นตามธรรมชาติก่อนเข้าสู่บ้านแต่อาจต้องระวังในเรื่องความชื้นด้วยที่มากับลมด้วย เพราะเมื่อลมพัดผ่านผิวน้ำในระยะทางที่ยาวเพียงพอ อุณหภูมิจะเย็นลงพร้อมกับความชื้นที่เพิ่มขึ้น แต่หากลมพัดหรือมีอากาศถ่ายเทสะดวก ความชื้นสะสมไม่มากนัก จะช่วยสร้างความร่มเย็นให้กับสภาพแวดล้อมได้
● ติดกันสาดให้บ้าน
บ้านที่ปล่อยให้แดดจัดๆ ส่องเข้าบ้านตรงๆ เต็มๆ ความร้อนจะสะสมในบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั้งพัดลมและเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนัก กันสาดเป็นเครื่องมือที่ดีที่ช่วยบังแดดไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาในบ้านได้ แต่ไม่ควรคิดมากจนถึงกับทำให้บ้านมืด ควรพิจารณาติดกันสาดด้านทิศใต้และตะวันตกเป็นอันดับแรก
การเลือกวัสดุกันสาด หลักคิดสำคัญที่สุดคือ ควรใช้วัสดุที่เมื่อได้รับความร้อนแล้วสามารถสะท้อนความร้อนออกได้ดีและลดการแผ่ความร้อนเข้าอาคาร และควรคำนึงถึงการป้องกันอากาศร้อนที่สะสมอยู่ตามช่องว่างระหว่างที่กันแดดกับส่วนของอาคาร โดยออกแบบให้ความร้อนไหลผ่านออกไปได้ง่าย และไม่ให้ชิ้นส่วนของกันสาดที่อยู่เหนือช่องว่างเหล่านี้ต้องรับความร้อนเพิ่มขึ้นจากความร้อนสะสม
กันสาดแบบใช้งานชั่วคราว เช่น ไม้ไผ่ ผ้าใบ มีข้อดีคือราคาถูก ติดตั้งและรื้อถอนได้ง่ายและรวดเร็ว ให้ความรู้สึกเบาบาง และบรรยากาศแบบพักผ่อนเป็นธรรมชาติ แต่มีอายุการใช้งานสั้น ชำรุดง่าย ต้องซ่อมแซมและเปลี่ยนวัสดุอยู่บ่อยๆ ส่วนกันสาด แบบอะลูมิเนียมนั้น ราคาถูกแต่เสียงดังเมื่อฝนตก ดูไม่สวยงาม และไม่กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
ถ้ามีงบประมาณควรลงทุนทำกันสาดถาวร โดยอาจทำโครงหลังคามีเสารองรับ แล้วใช้วัสดุมุงเป็นกระเบื้องลอนคู่สีสวยๆ หรือกระเบื้องซีแพค หรืออาจมุงด้วยแผ่นโพลีคาร์บอเนต ซึ่งมีข้อดีตรงที่ให้แสงส่องลงมาเบื้องล่างได้และมีน้ำหนักเบากลุ่มสุดท้ายนี้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่อายุใช้งานยาวนาน คงทนถาวร เสียค่าบำรุงรักษาน้อย จึงคุ้มค่ากว่าเมื่อเปรียบเทียบในระยะยาว
● ติดฉนวนให้บ้าน
ฉนวนหรือฉนวนกันความร้อน คือ วัสดุที่สามารถสกัดกั้นความร้อนไม่ให้ผ่านเข้ามาในบ้าน มีให้เลือกหลายชนิดตามความต้องการและตามงบประมาณที่มีอยู่ ปัจจุบันมีฉนวนที่ทำในประเทศ หาซื้อไม่ยาก และราคาก็ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าจากค่าไฟที่ลดลง และความเย็นสบายที่จะได้รับตลอดวัน
บ้านที่ติดเครื่องปรับอากาศ และมีงบประมาณเพียงพอควรติดฉนวนทั้งที่ผนังและหลังคา (ฝ้าเพดาน) ของทุกห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อเป็นการผ่อนภาระของเครื่องปรับอากาศแต่ถ้างบประมาณจำกัด อาจเลือกติดเฉพาะฝ้าเพดานกับผนังห้องด้านที่รับแดดมากที่สุด เช่น ทิศใต้ และทิศตะวันตก และถ้างบประมาณจำกัดจริงๆ ขอให้เลือกติดฝ้าเพดานเป็นอย่างน้อย เพราะเป็นบริเวณที่รับแสงแดดโดยตรงมากที่สุด
ส่วนบ้านที่ไม่ติดเครื่องปรับอากาศ แนะให้ติดฉนวนใต้ฝ้าเพดานชั้นบนสุดของบ้าน และหากมีงบประมาณมาก อาจติดฉนวนเพดานบ้านด้านที่ร้อนที่สุดเพิ่มเติม
ข้อควรระวังคือ บ้านที่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศอย่าเผลอติดฉนวนทั้งบ้านเป็นอันขาด เพราะนอกจากฉนวนจะกันความร้อนเข้าบ้านแล้ว ฉนวนยังอาจจะใจดีกันความร้อนออกจากบ้านด้วย
บ้านที่มีฝ้าเพดานแบบทีบาร์ สามารถปูฉนวนด้วยตัวเองง่ายดาย ด้วยการยกเปิดแผ่นฝ้าแล้วใช้ฉนวนแบบแผ่นหรือแบบม้วนปูทับไปบนโครงตาราง พยายามจัดแผ่นฉนวนให้ชิดติดกันสนิท เมื่อเต็มพื้นที่แล้วเพียงปิดแผ่นฝ้าไว้ตามเดิมก็เป็นอันเรียบร้อย
|